Boonsom's profileboonsomPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
boonsom |
|||||||
|
December 08 นิทานคนเมาวันอาทิตย์ที่ ๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑ คืนที่ผ่านมาเป็นคืนที่สองแล้ว ที่ ออแลนโด้ เมากลับเข้าห้องมา ผมตื่นขึ้นหลังจากได้ยินเสียงของเขาตะโกนเอะอะในฮอลเวย์มาแต่ไกล ขณะนั้นเป็นเวลาเท่าไรผมไม่ทราบ ไม่อยากจะมองลงไปดูที่นาฬิกาข้อมือตัวเอง เพราะกลัวว่าหลังจากได้มองแล้ว จะเกิดอารมณ์โกรธขึ้นมา จะยิ่งทำให้ผมไม่ต้องได้นอนกันไปใหญ่ ผมตะแคงตัวนอนไปยังทิศที่จะมองประตูเปิดเข้ามา ได้สะดวก พลางหรี่ตา เอาผ้าห่มคลุมครึ่งศีรษะ พอให้ได้เห็นภาพของห้องนอนพอชัดเจน เขากำลังคุยกับคนที่หน้าประตูห้อง “ไปนอนซะ สงสารเพื่อนร่วมห้องของแกบ้าง” เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น ไม่ทันไร ออแลนโด้ก็ผลักประตูเข้ามา แล้วเดินตรงมาที่ผม เขาเอามือแตะที่ไหล่ของผมเบาๆแล้วบอกว่า “ขอโทษนะ ๆ” ผมยังคงปิดตาทำเป็นหลับอยู่ต่อไป เขาเดินกลับไปที่เตียงของตัวเอง ยกเอาคอมพิวเตอร์ไปวางไว้บนโต๊ะทำงาน แล้วไสเอาของอื่นๆที่เหลือที่อยู่บนเตียง ลงบนพื้นห้อง ระเกะระกะไปหมด เขาเอาตัวลงนอน นี่ก็ไม่ได้ต่างจากครั้งที่แล้ว พอเอาตัวลงนอนได้สักพัก เขาก็ลุกขึ้นยืน เปิดประตูออกไปตะโกนสบถคำหยาบกับเพื่อนบ้านที่กลับมาจากงานปาร์ตี้เดียวกันด้วยความคะนอง จากนั้นก็กลับนอนบนเตียง ไม่นานก็ลุกขึ้นมาวิ่งในทางเดินของหอพักชั้นสอง เป็นอย่างนี้อยู่หลายหน ทุกครั้งก็ปิดเปิดประตูดังลั่น ผมใจสั่น ไม่กล้าจะทำอะไร แม้แต่จะขยับตัว เวลาผ่านไปพักหนึ่ง เสียงของอาร์เอดังขึ้นมาแต่ไกล คงเป็นเพราะเสียงเอะอะบนชั้นสอง ได้ปลุกเธอขึ้นมาจากนิทรา “นี่มันอะไรกัน” เป็นประโยคแรกที่ผมได้ยิน ออแลนโด้ เพื่อนในห้องข้างเคียง และคนจากชั้นสามที่เมามายกลับมาด้วยกัน ก็ยืนคุยกับอาร์เอ อาจเป็นเพราะสายไป วิ่งไม่ทัน ซึ่งต่างจากคราวที่แล้ว ที่พออาร์เอมา พวกนี้วิ่งกลับเข้าห้องนอนหลบหน้ากันไปหมด “ผมเกลียดคุณ คุณไม่ยอมเล่นอูโน่กับผม แล้วก็ไม่เล่นปิงปองกับผม ผมจะร้องไห้เดี๋ยวนี้ เสียใจ …“ ออแลนโด้ พล่ามขึ้นมา “นี่แกเมารึเปล่าเนี่ย” อาร์เอถาม เริ่มสงสัย “กลับไปห้องนอนซะ ออแลนโด้ ไปนอนได้แล้ว” แต่ออแลนโด้ยังคงเล่นตัว อาร์เอจึงพาตัวกลับเข้ามาห้องนอน อาร์เอ เธอเป็นสาวชาวจีนที่นิสัยดีมาก เธอชื่อว่าเห่าชิน เธอเข้ามาในห้อง มองดูผมที่กำลังแกล้งนอนอยู่ ผมคิดว่าเธอก็คงรู้ว่าผมแกล้งหลับ เพราะไม่ว่าคนหลับลึกแค่ไหน ในสภาพนั้นก็คงนอนไม่ได้ แต่เธอก็ไม่ได้ยุ่งกับผม เธอคว้าเอาถังขยะรีไซเคิลในห้องนอนไปไว้ข้างเตียงออแลนโด้ พร้อมบอกกับเขาว่า ถังอยู่นี่แล้ว หากต้องการอะไรให้ลงไปเรียกเธอได้ เธอยังเล่าด้วยว่าเพื่อนที่อยู่ตรงข้ามห้องนั้นน่ะ ตอนนี้กำลังอาการไม่ดีเอามากๆ สักพักเธอก็จากไป แต่พอเธอจากไปได้ไม่ถึงสามนาทีเท่านั้น ออแลนโด้ ก็เปิดประตูห้องนอนอีก ห้องข้างๆอีกหลายๆห้อง ก็ล้วนเปิดประตูออกมา พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน สักพักเขาก็กลับเข้ามาที่เตียงอีกครั้ง คราวนี้มีคนเคาะที่ประตูห้อง คนที่เปิดประตูเข้ามาเป็นสาวชื่อเอ็มม่า เธอแนะนำตัวเอง กับออแลนโด้ “เธอชื่อออแลนโด้ใช่มั้ย เธอไม่รู้จักฉัน ฉันชื่อเอ็มม่า” “ยินดีที่ได้รู้จัก” “ราตรีสวัสดิ์”เป็นสองคำสุดท้ายที่ผมได้ยินก่อนเธอจะปิดประตูห้องแล้วเดินจากไป กิจกรรมการส่งเสียงเอะอะของเพื่อนข้างห้อง และ กิจกรรมการเปิดประตูห้องนอนออกไปตะโกนสบถคำหยาบของเพื่อนร่วมห้อง เป็นไปทุกๆสองสามนาที คล้ายกับว่า พวกเขาไม่สามารถที่จะอยู่นิ่งเป็นสุขได้ สักพักอาร์เอเดินกลับขึ้นมาอีก ขณะที่ออแลนโด้กำลังสบถคำหยาบใส่เพื่อนข้างห้อง ต้องเรียกว่า caught red handed เลยทีเดียว จับได้อย่างคาหนังคาเขา ออแลนโด้ปิดประตูห้องทันที รีบกลับขึ้นเตียง มีเสียงเคาะดังขึ้นที่ประตู “เปิดประตู เปิดประตูเดี๋ยวนี้ ออแลนโด้ จะเปิดประตูหรือจะให้ฉันเปิดเข้าไปเอง ฉันมีกุญแจ” “ผมกำลังนอนอยู่” เขาเอ่ย “ฉันมีกุญแจ จะเปิดไม่เปิด” เห่าชินพูดด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ ออแลนโด้ลุกขึ้นไปเปิดทันที “อะไรกัน เมื่อครู่นี้ก็วิ่งในทางเดิน แล้วก็ยังตะโกนอีก” “ผมเปล่าวิ่ง แล้วก็ที่ตะโกน ก็ตอนที่คุณมาเมื่อกี๊นี้เอง” ผมอยากจะบอกกับเธอว่า เขาไม่ได้วิ่งจริงๆ เขาวิ่งมาเมื่อนานกว่าสิบห้านาทีแล้วได้ ไม่ใช่เมื่อครู่นี้ แต่ผมก็ยังคงแกล้งหลับอยู่ใต้ผ้าห่มที่คลุมมิดครึ่งหัวนั้นต่อไป “ฉันขอเตือนเธอไว้เลยนะ นี่เป็นเช้าที่สองแล้วที่เธอเมาแล้วทำแบบนี้ กลับไปนอนซะ แล้วฉันจะไม่ใส่ชื่อเธอลงไป อย่าให้ฉันเห็นครั้งที่สามฉันจะเขียนชื่อเธอลงไปจริงๆ…” ออแลนโด้ปิดประตูห้อง แล้วเดินกลับมาที่เตียง ผมมองไม่เห็นว่าหน้าเขาเป็นอย่างไร แต่รู้สึกเป็นกังวลแทน เขากลับลงไปที่เตียง สักพัก เขาก็อาเจียนออกมาลงไปยังถังขยะรีไซเคิล ผมโกรธ ใจหนึ่งรู้สึกสงสาร อยากเข้าไปลูบหลัง หาน้ำให้กิน แต่คงเป็นเพราะผมให้อภัยไม่ได้ที่เขาทำอย่างนี้เป็นครั้งที่สอง ผมนอนไม่ได้อยู่นาน ใจก็กลัวว่าในสภาพที่เมาของเขานั้น เขาจะมาทำร้ายผมรึเปล่า แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไร ผมก็ผล็อยหลับไปในที่สุด ตื่นเช้าขึ้นมา เป็นเวลาสิบเอ็ดโมง เขายังคงนอนอยู่ ผมไม่อยากจะมองหน้าเขา รู้สึกไม่อยากจะพูดคุยกับเขารวมทั้งเพื่อนข้างๆห้องอีก ผมก็รู้ว่าการดื่มของคนที่นี่มันอาจจะเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับผมมันเป็นเรื่องใหญ่มาก มากเสียจน ในประสบการณ์ครั้งแรกกับคนเมาที่มหาลัยแห่งหนึ่งขณะที่ผมไปวิสิท ส่งผลให้ผมลบมหาลัยนั้นออกไปจากลิสต์มหาลัยที่สมัคร อาจเป็นเพราะผมเกิดมาเป็นลูกคนเดียวที่พ่อดูแลอยู่ไม่ห่าง โตมาในโรงเรียน สังคมที่ไม่มีปัญหา จนผมขาดภูมิคุ้มกันของปัญหานี้ไป แต่ทุกวันนี้ผมขอขอบคุณมหาวิทยาลัยแห่งนั้นที่ผมไปวิสิทมา จริงๆ ที่ทำให้ผม พอจะได้รับภูมิคุ้มกันในระดับที่ยังทนทานต่อปัญหาขณะนี้ได้ ผมเข็ดที่ การเมาเหล้าของคนใกล้ๆห้องนี้ที่เกิดขึ้นแทบจะทุกๆสุดสัปดาห์ ทำให้ผมแทบจะไม่ได้นอนหลับในคืนวันศุกร์และเสาร์ หรือแม้แต่คืนก่อนหน้านี้ คืนวันศุกร์ย่างขึ้นวันเสาร์ที่หกธันวาคม ที่เพื่อนคนหนึ่ง เดินเข้ามาแกล้งปลุกผมตอนตีห้า ผมโกรธมาก และถีบเอาเพื่อนคนนั้นกระเด็นเซไปอยู่บนพื้น ซึ่งเขาแก้แค้นโดยการฉีกเอากระดานไวท์บอร์ดหน้าห้อง และป้ายชื่อที่ติดหน้าห้องของผมออกไปขาดเหลือให้เห็นแค่คำว่า “อุรา” เท่านั้น ถ้าไม่ได้ภูมิคุ้มกันในระดับหนึ่งผมอาจจะไปนอนร้องไห้ในห้องส้วมแล้วก็เป็นได้ เมื่อลองนึกย้อนกลับไปในวินาทีแรกที่ผมได้มาอยู่กับรูมเมทที่พูดสบถคำหยาบ และเปิดเพลงเสียงดัง ผมรู้สึกทรมานใจมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปผมคิดว่าผมเองเป็นฝ่ายปรับตัวเข้าหาเขา และทำให้เราให้ความคุ้นเคย พูดจากันอย่างสนิทอย่างทุกวันนี้ และเล่นตบหัวตบหางกันบ่อยๆ แต่ในขณะที่ผมปรับเปลี่ยนตัวเองเข้าหาเขา เขากลับไม่เคยเปลี่ยนเข้าหาผม ซ้ำยังเลยเถิดไปในเรื่องที่ผมยังคงรับไม่ได้อยู่เข้าไปอีก และตอนนี้ผมไม่อยากจะเปลี่ยนตัวเองไปมากกว่านี้ อย่างไรก็ตามทุกวันนี้ผมยังไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้คุณพ่อฟัง เพราะคิดว่าคุณพ่อจะต้องบอกให้ไปเปลี่ยนหอพักแน่นอน จนตอนนี้ผมยังคงตัดสินใจที่จะรอดูสถานการณ์ต่อไป ในใจได้แต่ภาวนาว่าขอให้ทุกอย่างไม่เลยเถิดไปมากกว่านี้อีก October 17 Tonight...Those days*Not really my situation for the time being. Most of the information is based on my past experience.I'd say this is merely a reflection of the worst moment in my life * เขียนทำไมอะหรอ ก็มันว่างๆอะ 我觉得今天没有意思,还觉得明天也没有的。这儿我是外国中学生。天天早上我要去上课,可是我不想起得早。我爸爸说读书要努力。我听爸爸的教导,我知道他告诉我还勉励我,因为他爱我。我不知道我非常爱我爸爸,直到我来了美国。 我很想家,想我爸爸,想我妈妈,想我的泰国朋友。我想告诉我的朋友“实在抱歉”,我虽然不知道为什么。我只等待时机我回家,所以我们一遍见面。我等待那天 -重见天日。 周鑫洲 October 16 วันปี้ป่น(ไม่มีนัยแฝง)ของบุคคลที่สามเรื่องของเรื่องก็คือวันนี้ผมรู้สึกปวดหัวมากทั้งวัน ไม่ได้เป็นไข้ ไม่ได้ถูกใครตีหัวมา แต่วันนี้เป็นวันที่สำคัญต่อชีวิตอีกวันหนึ่ง จึงเก็บความทรงจำนี้ไว้ในรูปแบบของบันทึกประจำวัน เช้านี้ผมตื่นมาด้วยความอ่อนเพลีย ตอนนั้นเป็นเวลาราวแปดโมงยี่สิบ ในใจก็คิดว่า โอ้ยนี่ทำไมต้องฝืนสังขารไปเรียนเคมี Intro ตอนเก้าโมงด้วยเนี่ย แต่สุดท้ายด้วยความที่เป็นเด็กเรียน ก็ฝืนใจเดินไป ปากก็เคี้ยวเอาขนมปังสองแผ่นที่หยิบมาได้จากลิ้นชัก เอามาประกบกันเหมือนแซนวิช แต่เป็นแซนวิชที่ไม่มีไส้ ความที่เป็นเด็กเรียนกับความเซ็งที่ต้องไปเรียนเคมีอินโทรพบกันครึ่งทางโดยที่ผมเข้าเรียนสายสิบนาที โชคดีที่เวลาที่น่าเบื่อผ่านไปเหมือนกับ irreversible process ปัญหาก็คือการที่ได้ไปนั่งเรียนนี้ กลับเพิ่ม internal energy ในหัวสมอง ซ้ำยังเพิ่ม entropy ให้กับสายใยประสาทใน grey matter ของ cerebral cortex คาบที่สอง 10.00-10.50 am Linear Algebra ในคลาสวันนี้เป็น review session สำหรับ midterm I ถ้าเรากำหนด linear transformation ที่มี domain เป็น input ของ ความรู้ และ codomain เป็น ความเข้าใจใน input นั้น โดยกำหนด matrix of L.T. = A ซึ่งเป็น nxm matrix เราจะได้ว่า nullity(A) = m พอหมดสิบโมงห้าสิบนาที ผมก็รีบจ้ำอ้าวเดินออกจากห้องเรียน เพื่อเดินไปยังสิ่งเลวร้ายที่รอคอยอยู่ คาบที่สาม 11.00-11.50 am Calculus III ห้องเรียนวิชานี้มีลักษณะเหมือนที่ราบขั้นบันได วันนี้แปลกตรงที่แถวนั่งดูเป็นระเบียบมากขึ้นกว่าปกติอย่างชัดเจน ที่เป็นเช่นนี้เพราะวันนี้เป็น midterm I นั่นเอง พอเข้าไปปุ๊บ ทีเอก็เดินแจกข้อสอบ ข้อสอบชุดนี้เห็นแล้วผมสยองใจนัก ข้อสอบมีทั้งหมดสิบเอ็ดหน้า มีเวลาในการทำ 50 นาที ผมก็ทำไปเรื่อยๆจากข้อหนึ่ง แป๊บๆไม่ทันรู้ตัวก็อยู่ข้อที่ 10 กว่าๆแล้ว จริงๆไม่ได้โอหังอะไร แต่จะบอกว่ามันง่ายจริง ถ้าให้หาว่าข้อไหนมีความยากมากที่สุด แล้วหาด้วย Lagrange’s multiplier โดยมี constraint เป็น เส้นตรงที่มีความชัน k ตัดผ่าน origin ก็จะตอบทันทีว่า ไม่มี extreme value ที่ต้องการ ผมแอบ รู้สึกว่าข้อสอบเลขประเทศนี้เนี่ย มันอะไรกัน จำเอาสูตรมาวาง แล้วเอาตัวเลข plug in เข้าไป ตอบ จบ ถูก แต่ในเย็นวันเดียวกันนี้ก็ทำให้ผมต้องเปลี่ยนคำพูดใหม่ คาบที่สี่ 12.00-12.50 Chinese I วันนี้เป็นวันที่ present ชีวิตตนเองผ่านเป็นคำพูดในภาษาจีน ด้วยความที่เสร่อนั่งหน้าสุดในคลาส 老师 ก็เรียกผมออกไปกล่าวสุนทรพจน์เป็นคนแรก เป็นวันที่ผมรู้สึกภูมิใจเสนอมากเพราะคำศัพท์ใหม่ประจำวันนี้คือ 泰国 พอพูดจบก็รอดตัวไป 老师 ก็ไม่ได้ติติงอะไร จริงๆแล้วเป็นเพราะความได้เปรียบของการเป็นคนไทย ด้วยความที่ภาษาไทยมีวรรณยุกต์ห้าเสียงในขณะที่ 汉语 มีวรรณยุกต์สี่เสียงเท่านั้น tone and intonation จึงไม่ได้เป็นอุปสรรคเหมือนชาว 美国人 ทั้งหลาย โดยเฉพาะพวก Californian ที่ ออกเสียงกระแดะไม่ระรื่นหู 12.50-4.00 นอนพัก เอาแรง 4.00-6.00 Hospice Class เป็นคลาสที่ไร้เครดิต ซ้ำยังต้องเรียนทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละสองชั่วโมง เป็นคลาสที่บอกได้เลยว่าคล้ายคลึงกับ philosophy มากๆ ไม่เชื่อหรอ คำถามนึงในการบ้านที่ใช้เวลาตอบนานที่สุดคือ “One cannot draw water from a dry well.” What would you do to replenish your well? เพราะต้องเรียนสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับการดูแลทางจิตใจของผู้ป่วยระยะสุดท้ายในช่วงระยะเวลา 6 เดือนหรือน้อยกว่า ที่เหลือจึง มีลักษณะเป็น hum และเป็นคลาสที่อาศัย discussion เป็นหลักแต่ดูๆไป ผมก็ไม่เห็นว่าชาวบ้านอีกแปดคนที่เหลือจะ participate อะไรนักหนา บางครั้งก็เลยทำเป็นไม่สนใจไปบ้าง (ก็มันเหนื่อยนิ่ นั่งฟังเรื่องแบบนี้ก็เหนื่อยแล้ว) โดยเฉพาะวันนี้เราเรียนกันเรื่อง social worker เอ๋มันคืออะรัยกัน ไม่เคยจะได้ยิน วันนี้ก็เลยเป็นวันที่ผมนั่งเงียบที่สุด 6.00-6.30 นั่งทำใจ ซื้อชาไทยไข่มุกมาจาก silk road café หวังย้อมใจก่อนจะพบกับสิ่งเลวร้ายที่สุดประจำวันที่รอคอยอยู่ 6.30-7.55 โอ้แม่เจ้า Linear Algebra midterm I ขอถอนคำพูดที่คิดไปในหัว ขณะสอบแคลคูลัสสามดังกล่าวไว้ ณ เบื้องต้น … แล้วนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมยังปวดหัวมาจนถึงปัจจุบันกาลนี้ และทำให้ ผมเขียน blog นี้โดยใช้ภาษาที่มึนๆ จึงขออภัยท่านผู้อ่านที่ทนอ่านมาได้ถึงจุดนี้ ไว้ ณ ที่นี้ด้วย ขอขอบคุณ บุญสม อุรานุกูล ๑๖ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑ June 01 อารมณ์ อาถรรพณ์ อาฮ้า เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน นี่ก็คงจะเป็นสัปดาห์สุดท้ายก่อนที่ผมจะได้เดินทางกลับบ้าน ไปหาพ่อแม่ กลับไปหาความคุ้นเคยที่ใฝ่หามาเกือบแรมปี ยิ่งได้ใกล้กลับบ้าน บางครั้งพอจินตนาการถึงภาพนั้นแล้ว น้ำตามันก็จะไหล รู้สึกว่าหัวใจมันพองโต ไม่รู้ว่ามันได้หลุดลอยไปไหน พูดถึงอารมณ์ ความรู้สึก ก็ชวนให้นึกถึงน้ำหนัก พอช่วงไหนอารมณ์ดีมีความสุข ลิ้นก็อยากจะสัมผัสกับความหวาน พอช่วงไหนเศร้าใจ ก็อยากจะกินของเปรี้ยว ช่วงไหนที่ลำเค็ญก็อยากจะได้กินของเค็มขึ้นมา สรุปว่าไม่ว่าอารมณ์ไหนก็ชวนให้อ้วนไปหมด อารมณ์ของผมนั้นมันก็ไม่ได้สัมพันธ์กับอาหารเพียงอย่างเดียว ช่วงที่ทุกข์ใจก็รู้สึกอยากจะดูหนังสยองขวัญให้ได้เสียเหลือเกิน แล้วหนังไทยนี่สิ ผลิตหนังผีคุณภาพออกมาก็มาก เคยมีความรู้สึกบ้างไหมว่าเวลาที่ได้ดูหนังผีบ่อยๆ มองไปทางไหนก็จะชวนให้คิดเห็นภาพซะทุกครั้ง แปรงฟันทุกคืนก็ต้องเงยหน้าขึ้นมองเพดานจากกระจก ยืนทำธุระในห้องน้ำก็ต้องเหลียวมองข้างหลัง ภาพยนตร์เรื่อง ผีจ้างหนัง เป็นเรื่องนึงที่ได้ดูแล้วบอกว่าไม่เข้าใจเป็นที่สุด ทั้งพลอทและthemeของเรื่อง แต่เอาเป็นว่าอาจเป็นเพราะเรายังเข้าไม่ถึงงานทางวรรณศิลป์ของผู้ประพันธ์ คำที่ติดหูมากที่สุดของหนังเรื่องนี้ คือประโยคที่ว่า "นับตั้งแต่เราดูหนังเรื่องนี้ เรามองเห็นคนเป็นน้อยลง แต่กลับมองเห็นคนตายมากขึ้น" จำได้ว่าหลังจากดูผีจ้างหนังในคืนนั้น ในคืนวันอาทิตย์ช่วงต้นเดือนเมษายน ผมก็ไม่กล้าโผล่ออกไปแปรงฟัน ก็นับให้เป็นวันปลดปล่อยแบคทีเรียไปหนี่งคืน เช้าวันรุ่งขึ้น ผมตื่นขึ้นมา 7.30 เพื่อขึ้นมาทำเวรความสะอาดห้องเรียน ผมเดินออกจากหอพักไป เช้านั้นเป็นเช้าที่เงียบสงัด บรรยากาศท้องฟ้าดูทึมๆ ผมเดินตรงไปยังอาคารเรียนที่มีชื่อว่า Founder เป็นอาคารแถบยาวสามชั้น ที่มีมาตั้งแต่สมัยช่วงก่อตั้งโรงเรียน ภายในอาคารยังมีอนุสรณ์ที่ระลึกถึงสงครามในอดีตที่เกี่ยวพันถึง Loomis Institute เป็นตึกที่ให้บรรยากาศทึมทึกเสียเหลือเกิน ผมเดินเข้าไป ประตูที่ค่อยๆปิดเข้าที่ส่งเสียงดังแอ๊ดๆชวนให้สะดุ้ง ผมเดินขึ้นบันไดไม้ไปยังชั้นสอง ไปห้องเรียนที่ต้องทำความสะอาด ว่าแต่ทำไมมันช่างเงียบ วังเวงอย่างนี้ และที่สำคัญคือที่บนนั้น มัน ไม่มีใคร อยู่เลย ทางเดินทอดยาวตลอดชั้นสอง แสงไฟหรี่จนมองปลายทางอีกฟากตึกไม่เห็น ผมเริ่มส่องไปตามห้องเรียนซ้ายขวา มืดสนิท นี่มันไม่ธรรมดาแล้ว บางสิ่งบางอย่างมันไม่ถูกต้อง ผมมองนาฬิกา เวลานั้นเป็นเวลา 7 40 มันควรจะมีคนเดินไปเดินมา ทำเวรความสะอาดอย่างเคยสิ ประโยคที่ว่า "เราเห็นคนเป็นน้อยลง" มันดูจะจริงขึ้นเรื่อย ใจก็ฉุกคิดกลัวว่าประโยคท่อนถัดมาจะตามมาด้วยหรือเปล่า แล้ว ผมก็รู้สึกวาบไปทั้งหัวใจ เมื่อผมหันไปข้างหลัง เหลือบมองฝาตรงที่มีนาฬิกา แล้วรำลึกได้ว่า เวรแล้วนี่มันวันจันทร์ ไม่มีใครเขาทำเวรกันวันนี้ จะตื่นขี้นมาทำเมี้ยวอาร้าย หนังผีอีกเรื่องนึง ที่มีประโยคติดหูผม ก็คือภาพยนตร์เรื่อง เด็กหอ ผมคิดว่าเด็กหอเป็นหนังผีที่ไม่ใช่หนังผีเอาซะเลย จะเป็นทำนองหนังผีแบบ ผีอยากกลับมาเกิดของออกไซด์ แปงก็ไม่ใช่
ในเรื่องนี้ ประโยคที่ผมได้ยินแล้วรู้สึกใจวาบมากที่สุด เดี๋ยวลูกโตขึ้น ลูกก็คงไม่ให้แม่กอดแล้ว January 27 The Last SATวันนี้ก็นับได้ว่าเป็นวันที่มีหลากอารมณ์คละเคล้ามากวันหนึ่ง วันนี้เป็นครั้งสุดท้าย ขอบอกว่าเป็นครั้งสุดท้าย ในการสอบ SAT มารตลอดกาล
ด้วยโรงเรียนไม่จัดเป็นศูนย์สอบในเดือนมกราคม เลยต้องนั่งแท็กซี่ไปสอบ ด้วยการเตรียมการที่ดี จึงได้ติดต่อ international adviser ให้พาไปส่งให้หน่อย
เธอตอบกลับมาว่า
I know there are some other kids from Loomis taking the test on Saturday. I think other junior international students are. Check with Alex Han in your dorm. I really can't take you Saturday morning. Let me know if you need further help in finding someone to share a taxi. ด้วยเหตุนั้นในวันศุกร์ เราจึงดักรอนาย alex ผู้เป็น international student จากกอเรีย เพื่่อเจรจาเรื่องแชร์แท็กซี่ ฝ่ายint adviser ก็ได้เมล์ไปบอกนาย alex ว่านายบุญสมก็ take SAT @ Hall Highschool, West Hartford เหมือนกัน แต่ว่ารอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่รอ ก็ไม่เจอ และด้วยการที่อยากนอนแต่หัวค่ำจึงส่งเมล์หานาย alex ว่ากรุณาตกลงเรื่องแท็กซี่กันด่วน อย่างไรก็ตามไม่มีการตอบกลับ เราจีงปลงและเตรียมใจที่จะเดินทางไปยัง Hall HS ด้วยตัวเอง คนเดียว ก่อนนอนเวลา ห้าทุ่ม นายบุญสม หยิบโทรศัพท์หา แท็กซี่ ให้นัดกันพรุ่งนี้เช้า 7.20 เพื่อไปส่งยังสถานที่สอบ แท็กซี่รายนี้เป็น native indian หากจำไม่ผิดพลาด ที่พี่โรงเรียนบอกว่าเป็นแท็กซี่ประจำไทยสกอลาร์ที่นี่ หากแต่ว่า listening ของนายบุญสมไม่แข็งแรงพอ ทำให้ไม่สามารถแกะ Indian accent ได้ชัดนัก เป็นความอัปยศที่ต้องยื่นโทรศัพท์ให้ faculty ที่ออน duty ใน dorm แกะให้ ตกลงก้คือนายแท็กซัี่คนนั้นบอกนัดโอเคที่เวลา 7.20 ณ founder circle ใกล้กับ Headmaster's house เวลา6.30เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น นายบุญสมรีบกินข้าว(leftover ขโมยมาเองจากมื้อเย็นเมื่อวาน) และดู MV เพลงได้ยินไหม ของดาเอนโดรฟิน จนกระทั่งเวลา 7.19 ฉันวิ่งออกไป มุ่งหน้าไปที่ Founder Circle ... สิ่งที่เห็นคือความว่างเปล่า ไม่มีใคร ไม่มีนาย Alex ไม่มีแท็กซี่ ด้วยความมองโลกในแง่ดี "คงมาสายมั้ง" นายบุญสมยืนรอจนกระทั่ง 7.30 ฉันไม่สามารถทนยืนได้อย่างนี้อีกต่อไป ฉันวิ่งไปหา int adviser เธอหลับอยู่ บ้านปิดเงียบสนิท ฉันวิ่งกลับไปห้องนอนโทรหานายแท็กซี่ กลับเป็นเสียงสัญญาณรับฝากข้อความ "นายแท็กซี่คงออกมาจากบ้านแล้ว" ฉันวิ่งกลับไปที่ Founder อย่างไม่คิดชีวิต แต่ที่ยังเห็นอยู่ก็คือความว่างเปล่านั่นเอง ฉันตัวสั่นไม่ใช่ด้วยความหนาว แต่เป็นความกลัว ฉันว่ิงกลับไปหา ที่บ้าน int adviser แต่ก็ยังพบความผิดหวัง ฉันว่ิงกลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้น 7.38 ฉันเห็น Headmaster เดินเข้าบ้าน กริิ๊ง เธอขับรถและตลอดทางบ่นภาวนาให้ไฟจราจรเป็นสีเขียว เธอฝ่าไฟแดงหนึี่งครั้ง 7.58 ส่วนคะแนนน่ะอีกเรื่องนึง ^^ |
|
|||||
|
|
|||||||
|
|